ลูกติดจอฯ เสี่ยงโรคอะไรบ้าง



สวัสดีค่ะ เด็กๆบ้านไหนติดทีวี โทรศัพท์บ้างคะ และคุณพ่อคุณแม่ทราบหรือไม่ว่า การเลี้ยงลูกด้วยเทคโนโลยีส่งผลกระทบอย่างไรกับตัวลูกน้อยบ้าง วันนี้แอดมินจะพาคุณพ่อคุณแม่มาหาคำตอบและวิธีการแก้ไขปัญหาลูกติดทีวีค่ะ



ลูกน้อยติดจอโทรทัศน์ โทรศัพท์ คือการที่ลูกติดพันกับความบันเทิงในการดูโทรทัศน์ โทรศัพท์ โดยใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการตอบสนองทั้งทางร่างกายและจิตใจค่ะ อายุที่เหมาะสมสามารถให้ดูทีวีได้คือเด็กอายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไป แต่มีข้อจำกัดของเวลาในการดูต้องไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง



🔻ผลกระทบลูกติดจอในแต่ละช่วงวัยและสุขภาพของเด็กดังนี้



🔹เด็กช่วงอายุ 1 – 3 ปี เป็นช่วงวัยที่มีการพัฒนาการทางด้านกล้ามเนื้อ ด้านภาษาการสื่อสาร และการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง การที่เด็กใช้เวลาในการนั่งดูโทรทัศน์นาน ๆ จะทำให้เด็กขาดการใช้ความคิดสร้างสรรค์จินตนาการ ขาดการติดต่อสื่อสาร พูดน้อยลง ฟังอย่างเดียว ไม่มีการตอบโต้ ทำให้พัฒนาการด้านการพูดหยุดชะงัก และยังทำลายศูนย์รวมความสนใจในสิ่งรอบตัวของเด็กอีกด้วย



🔹เด็กช่วงอายุ 3 – 5 ปี เป็นช่วงเวลาที่เด็กมีการพัฒนาทางด้านอารมณ์ ความรู้สึก จิตใจ และการเคลื่อนไหวร่างกาย อาจทำให้กลายเป็นคนงุ่มง่าม อ่อนแอหรือติดโรคง่าย และยังส่งผลกระทบต่อระบบการหายใจของเด็ก เพราะภาพมีความเร็วเกินไปเมื่อระบบการหายใจของเด็กติดขัดจะนำผลไปสู่อารมณ์ความรู้สึกและจิตใจของเด็ก ทำให้เกิดความก้าวร้าว การเล่นที่รุนแรง หงุดหงิดง่าย เป็นต้น



🔸ส่งผลต่อการพัฒนาการทางสมอง เนื่องจากได้รับการกระตุ้นมากเกินไป ภาพเคลื่อนไหวในทีวีเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นการรับรู้ข้อมูลโดยปราศจากการวิเคราะห์อย่างตระหนักรู้ และความเร็วของภาพที่เร็วเกินไปจะทำให้เซลล์สมองของเด็กขาดทักษะต่างๆที่จำเป็นในการอ่านวิเคราะห์และการฟังแบบเชื่อมโยง ซึ่งคุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านยังคงเข้าใจผิดเกี่ยวกับการให้ลูกดูโทรทัศน์ เพื่อที่จะกระตุ้นให้เด็กได้พูดโต้ตอบค่ะ การดูโทรทัศน์เป็นเพียงการสื่อสารทางเดียว (One-way Communication) มีเพียงภาพและเสียงที่ผ่านลำโพออกมา ทำให้เด็กไม่ได้พูดโต้ตอบด้วยส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการทางด้านภาษาช้าค่ะ และในระยะยาวอาจส่งผลให้เป็น❗เด็กสมาธิสั้นได้ค่ะ



🔸โรคเกี่ยวกับดวงตา การจ้องหน้าจอโทรทัศน์เป็นเวลานานเกินกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน ส่งผลต่อระบบประสาทตา เนื่องจากโทรทัศน์มีรังสีที่มีผลเสียต่อสายตา และจอรับภาพของประสาทตาเด็กเล็กยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ทำให้ตาขาดน้ำหล่อเลี้ยงเกิดอาการระคายเคืองและมีอาการอื่นๆตามมาได้ เช่น ตาพร่ามองไม่เห็นชั่วคราว การปรับแสงของเลนส์ตา กล้ามเนื้อดวงตาเกร็ง สายตาสั้น เป็นต้น



🔸โรคอ้วนและคอลเลสเตอรอลในเลือดสูง เนื่องจากการนั่งอยู่หน้าจอทีวีเป็นเวลานานๆมีการใช้พลังงานน้อยมาก ประกอบกับอาจทานขนมขบเคี้ยวขณะดูทีวี รวมถึงมีพฤติกรรมการเสียนแบบและซึมซับสิ่งที่ได้เห็นจากโทรทัศน์ การทานขนมหรืออยากได้ของเล่นที่อยู่ในโฆษณา ทำให้มีปัญหาไม่กินข้าว ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคหลายโรคตามา เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ มะเร็งในลำไส้ มะเร็งเต้านม ปวดหลัง เป็นต้น



🔸ภาวะเคาช์โปเตโต้หรือโรคขี้เกียจ ซึ่งการปล่อยให้ลูกจดจ่ออยู่แต่กับการดูโทรทัศน์ โดยที่เด็กเอาแต่นั่งๆ นอนๆ ไม่มีการเคลื่อนไหวทำกิจกรรม จนกลายเป็น “ภาวะเคาช์โปเตโต้” หรือ “โรคขี้เกียจ” ที่ส่งผลให้เด็กเฉื่อยชา การสนใจส่งรอบตัวลดน้อยลง และยังเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนได้อีกด้วย



🔑วิธีการแก้ปัญหาลูกติดจอฯ



🔒คุณพ่อคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการให้ลูกดูโทรทัศน์ตั้งแต่ยังเล็ก เพียงเพราะต้องการให้ลูกอยู่นิ่งหรือหยุดร้องไห้ ซึ่งในช่วงวัยที่เหมาะสมกับการดูโทรทัศน์คือเด็กอายุ 2 ปีขึ้นไป แต่ถ้าหากในกรณีที่คุณพ่อคุณแม่อนุญาตให้ลูกดูโทรทัศน์ได้ก่อนที่ลูกจะอายุ 2 ปี คุณแม่ก็ควรเลือกรายการโทรทัศน์อย่างระมัดระวัง และไม่ควรให้ดูติดต่อกันนาน 1 ชั่วโมงต่อวัน หรือให้ดูรายการโทรทัศน์ที่ชอบเพียงหนึ่งรายการ เพื่อที่ว่าจะได้ไม่ต้องมีสิ่งกระตุ้นให้เปิดโทรทัศน์บ่อยนัก



🔒คุณพ่อคุณแม่ควรหากิจกรรมที่สามารถทำร่วมกับลูกได้ คุณแม่อาจให้ช่วยงานบ้านเล็กๆน้อยๆที่ลูกสามารถทำได้ เช่น การช่วยคุณแม่ตากผ้า การเล่นหรือทำกิจกรรมนอกบ้านที่ลูกสนใจ ฯลฯ เพื่อเบี่ยงเบนการสนใจในการดูโทรทัศน์

คุณพ่อคุณแม่ ควรดูรายการโทรทัศน์นั้นๆกับลูก เพื่อสังเกตดูพฤติกรรมของลูก และควรมีการพูดคุยกับลูกถึงสิ่งที่ได้ดู เพื่อที่ว่าพ่อแม่ผู้ปกครองจะได้เข้าใจในสิ่งที่ลูกรับไปค่ะ



🔒คุณพ่อคุณแม่ต้องใจแข็ง วิธีนี้สำคัญมากค่ะถ้าจะให้ลูกเลิกติดทีวี ในกรณีที่ลูกโวยวาย ร้องไห้ก็ไม่ควรตามใจ ควรหากิจกรรมอื่นๆให้ลูกทำแทน อย่าให้ลูกว่างเพาะจะทำให้ลูกนึกถึงทีวีมากขึ้น และเมื่อเวลาผ่านไปสัก 2 – 3 สัปดาห์ก็เปิดทีวีให้ดูใหม่ค่ะ โดยเริ่มดูวันละไม่เกิน 1 ชั่วโมงค่ะ และคุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีด้วยนะคะ



❤เด็กในวัยแรกเกิด ถึง 6 ปี เป็นช่วงที่สำคัญที่สุดของพัฒนาการทางด้านต่างๆ การกระตุ้นการเรียนรู้ส่งเสริมให้เด็กๆได้ทำกิจกรรมที่หลากหลาย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่อาจพาไปเรียนรู้ธรรมชาตินอกบ้าน สวนสาธารณะ และพิพิธภัณฑ์ เป็นต้น จะช่วยให้สมองของลูกรักได้มีการเรียนรู้อย่างสมดุลและป้องกันผลเสียกับสุขภาพของเด็กๆด้วย

=====================

♥  เตรียมความพร้อมต่อ การเรียนรู้ให้ลูกน้อยด้วย "อเลอไทด์"

สนับสนุนโดย อเลอไทด์ อาหารเสริมบำรุงสมอง

✔ เสริมสร้างสมาธิ เพิ่มความจำ เรียนรู้ได้ดีขึ้น
✔ ช่วยลดความเครียด ทำให้อารมณ์ดี
✔ กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์
✔ ช่วยให้ลำดับความคิด เป็นระบบระเบียบมากขึ้น
✔ ช่วยให้ปรับพฤติกรรมลูกได้ง่ายขึ้น 
✔ ดูแลอาการสมาธิสั้นให้ดีขึ้น ทำให้ผลการเรียนดีขึ้น


**เสริมอาหารสมองให้ลูกน้อย ทำให้มี IQ และ EQ ที่ดีป้องกัน/ลดความเสี่ยงต่อ สมาธิสั้น ได้ด้วย "อเลอไทด์"

 อเลอไทด์ Alertide บำรุงสมอง 

เสริมพัฒนาการ สมาธิ ความจำ 

 ด้วยสารอาหารจากธรรมชาติ

ลดสมาธิสั้น พัฒนาการเรียนรู้ดีขึ้น 

  คลายความเครียด ลดสมองล้า

 

สามารถเช็ค ทะเบียน อย. อเลอไทด์ ได้ที่

 เลขที่ 10-1-06045-1-0040

👉🏻👉🏻คลิ๊ก!!เช็ค ทะเบียน อย. อเลอไทด์



   1 กล่องบรรจุ 30 เม็ด ราคา 1,765 บาท

       เลขที่อย. 10-1-06045-1-0040 

       ผลิตโดย บริษัท เคนยากุ (ประเทศไทย) จำกัด

      จัดจำหน่ายโดย บริษัท ดีเน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด

        มีเครื่องหมายฮาลาลรับรอง 


โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

👉รับมือเด็ก`สมาธิสั้น LD ออทิสติก`

คุณแม่อึ้ง..! โรคสมาธิสั้นเรียนดีได้ไง?